การออกแบบสิ่งพิมพ์

posted on 25 Jul 2008 14:34 by moowanjung  in work

การออกแบบสิ่งพิมพ์

หลักในการพิจารณาออกแบบสิ่งพิมพ์

1.วัตถุประสงค์ของงานพิมพ์  เป็นการกำหนดเป้าหมายว่า  เป็นสิ่งพิมพ์สำหรับบุคคลในลักษณะใด  เช่น  วัย  เพศ  ระดับการศึกษา  หรือเป็นสิ่งพิมพ์ที่มีลักษณะใด  เช่น  เป็นหนังสือทางวิชาการ  เริงรมย์  สารคดี  เป็นต้น

2. รูปร่างของงานพิมพ์  โดยปกติสิ่งพิมพ์มักมีรูปร่างมาตรฐานเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า  ดังนั้นการพิมพ์ให้มีรูปร่างเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้าจึงไม่ทำให้กระดาษเสียเศษ  ซึ่งมีทั้งสี่เหลี่ยมผืนผ้าแนวตั้ง  (Portrait)  และสี่เหลี่ยมผืนผ้าแนวนอน  (Landscape) 

 

3.   ตำแหน่งจุดแห่งความสนใจในงานพิมพ์  มักพบว่าผู้ออกแบบสิ่งพิมพ์จะให้ความสำคัญแก่ปกหน้าเป็นพิเศษกว่าส่วนอื่น  ทั้งนี้เพราะเป็นจุดดึงดูดสายตา  และสามารถสร้างความน่าสนในแก่ผู้ดูในกรณีที่มีการแข่งขันกับสิ่งพิมพ์อื่น ๆ สำหรับการจัดหน้าภายในหนังสือนั้นสมัยก่อนมักให้ความสำคัญหน้าขวามือ  หรือหน้าคี่  ได้แก่  1, 3, 5, 7  ไปตามลำดับแต่ในปัจจุบันจากผลการวิจัยพบว่าผู้อ่านให้ความสำคัญแก่หน้าหนังสือทางซ้ายเท่า ๆ กับหน้าขวา  ดังนั้นในการจัดหน้าจึงควรออกแบบตกแต่งให้มีความประณีตน่าสนใจเท่า ๆ กันและจากการวิจัยพบว่าผู้ดูจะมีความสนใจต่อตำแหน่งต่าง ๆ ของหน้าไม่เท่ากัน  โดยความสนใจจะมีมากบริเวณมุมบนซ้ายสำหรับหนังสือหน้าซ้าย  และมุมบนขวาสำหรับหนังสือหน้าขวา  จากนั้นความสนใจจะค่อย ๆ ลดลงตามลำดับเมื่อสายตาเลื่อนลงมาข้างล่างและน้อยที่สุดเมื่อใกล้บริเวณพับกลางของหนังสือ

 

 

การวางตำแหน่งของ ข้อความที่ต้องการเน้นควรอยู่บนเส้น  GOLDEN PROPORTION  จะสามารถเร้าความสนใจจากผู้ดูได้ดีที่สุด

การจัดพื้นที่สำหรับการพิมพ์หน้าเดียว  นิยมจัดเว้นขอบด้านซ้ายและขวาให้แคบเท่ากันและให้ขอบด้านบนกว้างกว่าด้านข้างเล็กน้อยโดยให้ขอบด้านล่างมีความกว้างมากที่สุด

4.   ขนาดของกระดาษที่จะทำสิ่งพิมพ์  ขนาดของสิ่งพิมพ์ย่อมขึ้นอยู่กับขนาดของกระดาษเป็นสำคัญ  สำหรับประเทศไทยนิยมใช้กระดาษ  ขนาด  31 ´ 21  นิ้ว  โดยเรียกเป็นกระดาษ  ยก

ขนาดโดยประมาณ

ชื่อขนาด

31  ´  43  นิ้ว

21  ´  31  นิ้ว

15  ´  21  นิ้ว

ตัด  1

ตัด  2

ตัด  4

 

5.  ศักยภาพของระบบการพิมพ์

5.1  การพิมพ์ระบบเลตเตอร์เพลส  ผลของการพิมพ์จะได้ลักษณะดังต่อไปนี้

       -  การพิมพ์พื้นที่ทึบ  (Solid)  หรือที่เรียกว่า  “พื้นตาย”  ของระบบนี้จะลงไปบนกระดาษที่ไม่เคลือบผิวมักแสดงให้เห็นลักษณะงานพิมพ์ที่พิมพ์ไม่ทั่วอยู่เสมอ

                     -  หมึกจะหนาบริเวณขอบตัวอักษรและเม็ดสกรีน  และจะมีรอยแตกขรุขระตามตัวอักษร

                     -  จะมีรอยนูนที่ด้านหลังของงานพิมพ์เนื่องจากแรงกดของแม่พิมพ์

5.2  การพิมพ์ระบบแม่พิมพ์ร่องลึก  ผลของการพิมพ์จะมีลักษณะดังนี้

                        -  ถ้าขยายอักษรให้มีขนาดใหญ่ขึ้นจะเห็นขอบของตัวอักษรมีรอยหยักคล้ายฟันเลื่อย

                        -  ในการพิมพ์บนพื้นทึบอาจเกิดรอยสีขาวตามขอบของโพรงหมึกได้

                        -  ถ้าใบปาดหมึกแตกเป็นรอยบิ่นแหว่ง  ทำให้ปาดหมึกได้ไม่หมด  เมื่อพิมพ์ออกมาจะเห็นเส้นหมึกบนงานพิมพ์ได้

5.3  การพิมพ์ระบบออฟเซต  การพิมพ์ระบบนี้ไม่ว่าจะเป็นรูปภาพหรือตัวอักษรพบว่าหมึกจะติดทั่วทั้งภาพอย่างสม่ำเสมอขอบภาพและขอบตัวอักษรจะมีความคมชัดโดยมีการอัดบี้ตามขอบภาพเหมือนการพิมพ์ระบบเลตเตอร์เพรส

5.4  การพิมพ์ระบบซิลคสกรีน  การพิมพ์ระบบนี้ปริมาณหมึกพิมพ์จะติดบนชิ้นงานมากกว่าการพิมพ์ด้วยระบบอื่น  จนสามารถสัมผัสได้

       -  เป็นการพิมพ์ซึ่งสามารถพิมพ์ได้บนวัสดุทุกชนิด  ไม่ว่าจะเป็นกระดาษ  ไม้  แก้ว  โลหะ  หนัง  พลาสติก  ฯลฯ  และสามารถพิมพ์ได้บนชิ้นภาพทุกลักษณะไม่ว่าจะเป็นผิวเรียบ  ผิวโค้ง  และทรงกลม  เช่น  ขวด  แก้ว  ฯลฯ

ดังนั้น ผู้ออกแบบสิ่งพิมพ์จึงจำเป็นต้องมีความเข้าใจต่อลักษณะของการพิมพ์แต่ละระบบอย่างลึกซึ้ง  เพื่อจะได้เลือกระบบการพิมพ์ให้ตรงกับความต้องการของงานพิมพ์  โดยมีหลักในการพิจารณาดังนี้

1.สิ่งพิมพ์ที่เหมาะสมกับการพิมพ์ระบบเลตเตอร์เพรส

                                                -  มีจำนวนในการพิมพ์ไม่เกิน  2,000  ชุด

                                                -  ไม่ต้องการคุณภาพงานที่สูงมาก

                                                -  มีภาพประกอบน้อย

                                                -  ไม่ควรเป็นงานพิมพ์หลายสี

                                                -  มีงบประมาณในการพิมพ์น้อย

 2. สิ่งพิมพ์ที่เหมาะกับการพิมพ์ระบบออฟเซต

                                                -  ควรมีจำนวนการพิมพ์เกิน  2,000  ชุดขึ้นไป

                                                -  มีภาพประกอบมาก

                                                -  ต้องการความรวดเร็วในการพิมพ์

                                                -  ต้องการพิมพ์หลายสี

3.  สิ่งพิมพ์ที่เหมาะสมกับการพิมพ์ระบบร่องลึก

                                                -  ควรมีจำนวนการพิมพ์มากกว่า  5,000  ชุด

                                                -  เป็นการพิมพ์บนกระดาษพลาสติกหรือฟอยด์

                                                -  ต้องการรายละเอียดของภาพสูง

ขั้นตอนในการออกแบบสิ่งพิมพ์

1.  การทำต้นฉบับ  (Manuscript หรือ Copy)  เป็นผลงานของผู้แต่ง  หรือผู้เขียนในต้นฉบับ  ประกอบด้วยหัวเรื่อง  เนื้อเรื่อง  และอาจมีภาพตารางแผนภูมิ  (Chart)  หรือแผนภาพ  (Diagram)  ประกอบเรื่องด้วยก็ได้  ต้นฉบับควรใช้กระดาษหน้าเดียวจะเขียนด้วยลายมือก้ได้แต่ต้องเขียนให้เรียบร้อยอ่านง่าย

2.  การทำต้นแบบร่าง  (Dummy)  นิยมเรียกกันว่าทำ  ดัมมี่”  ซึ่งหมายถึงการจัดหน้าของสิ่งพิมพ์ทั้งฉบับมีลักษณะเหมือนการจำลองสิ่งพิมพ์ทั้งเล่มเพื่อใช้ในการกำหนดจำนวนหน้าในสิ่งพิมพ์นั้น ๆ  ในทางปฏิบัติเมื่อผู้ออกแบบสิ่งพิมพ์ได้รับเนื้อหาต้นฉบับมาครบเรียบร้อยแล้วก็จะคำนวฯว่า  เนื้อหาจากต้นฉบับทั้งหมดเมื่อนำมาพิมพ์เป็นหนังสือทั้งเล่มจะได้จำนวนหน้าทั้งสิ้นกี่หน้าซึ่งจะทำให้ผู้ออกแบบได้ทราบต่อไปว่าจะต้องใช้กระดาษจำนวนกี่ยกต่อเล่ม

3.  การกำหนดตำแหน่งพื้นที่หน้าพิมพ์หรือการจัดหน้าพิมพ์  (Layout)  นิยมเรียกกันโดยทั่วไปว่า  เลย์เอาท์”  หมายถึงการกำหนดพื้นที่ของสิ่งพิมพ์ในแต่ละหน้าว่าจะประกอบด้วยอะไรบ้าง  โดยอาจเป็นตัวอักษร  ภาพประกอบ  ว่าควรจะอยู่ในตำแหน่งบริเวณใด  จึงจะเกิดความเหมาะสม  งดงามตามหลักองค์ประกอบศิลป์และสามารถเร้าความสนใจจากผู้ดูสิ่งพิมพ์บางอย่างเช่น  ตำราซึ่งมีแต่ตัวพิมพ์ล้วน ๆ ไม่มีภาพประกอบเมื่อผ่านขั้นตอนการทำต้นแบบร่าง  (Dummy)  ผู้พิมพ์ก็สามารถดำเนินการจัดพิมพ์ได้ตามวัตถุประสงค์  แต่สิ่งพิมพ์บางอย่างเช่น  นิตยสาร  แผ่นพับ  จุลสาร  อนุสาร  ฯลฯ  ซึ่งล้วนแต่มีอักษณลักษณะพิเศษและภาพประกอบมีความต้องการให้เป็นสิ่งพิมพ์ที่งดงาม  สะดุดตา  ต้องมีการจัดหน้าหรือเลย์เอาท์  ในทางปฏิบัติหลังจากที่ผู้ออกแบบทำต้นแบบร่างหรือดัมมี่แล้วจะนำดัมมี่นั้นมาจัดทำเลย์เอาท์ทีละหน้า

                                 -  ภาพร่าง  (Sketch)  จะใช้วิธีเสก็ตซ์ไปบนหน้าสิ่งพิมพ์แบบคร่าว ๆ เช่น  ลากเส้นขยุกขยิกแทนภาพ  ใช้ดินสอแรเงาเป็นผันปลาแทนตัวอักษร  ในขั้นภาพร่างนี้เรื่องที่สำคัญกว่าความละเอียดของภาพคือเรื่องสัดส่วน  ไม่ว่าจะเป็นสัดส่วนของรูปภาพและขนาดตัวอักษร

                                รูปแบบสำเร็จ  (Finished Layout)  เป็นการทำเลย์เอาท์ขั้นละเอียดมากกว่าภาพร่างแต่ก็ยังไม่ละเอียดที่สุดในขั้นนี้มีการออกแบบตัวอักษรที่พาดหัวเห็นชัดทั้งรูปแบบ  สไตล์และขนาด  สำหรับภาพก็ไม่ใช้เส้นขยุกขยิกแสดงสัดส่วนของภาพเท่านั้น  แต่เป็นการแสดงภาพซึ่งอาจจะเป็นภาพวาด  ภาพถ่ายก็ได้เหมือนกัน  ขนาดของตัวอักษรตลอดจนกรอบเนื้อเรื่องก็จะกำหนดอย่างถูกต้อง

                                -  รูปแบบสมบูรณ์  (Comprehensives)  เป็นการออกแบบพื้นที่ที่ละเอียดกว่าขั้นที่  เพราะต้องการนำเสนอเพื่อพิจารณารายละเอียดที่สมบูรณ์ในขั้นนี้ตัวอักษรหรือภาพต้องมีลักษณะเหมือนจริงทุกประการ  หากเป็นภาพถ่ายก็จะถูกปะไว้ในจุดที่เป็นจริง  ตัวอักษรก็จะต้องทำให้เห็นถึงขนาดเนื้อที่ที่ถูกต้อง  ซึ่งถ้าไม่พิมพ์ให้เหมือนจริงก็ต้องลากเส้นคู่  แสดงขนาดตัวอักษรให้แน่นอน

รูปแบบของการจัด  Layout

                เมื่อทำดัมมี่ของสิ่งพิมพ์เสร็จเรียบร้อยแล้ว  ก็มาถึงขั้นตอนการทำ  เลย์เอาท์  ซึ่งสามารถเลือกรูปแบบได้หลายลักษณะดังนี้

1.  รูปแบบแถบ  (BAND LAYOUT)  เป็นการวางองค์ประกอบอันได้แก่รูปภาพและข้อความในลักษณะเป็นแถบตามแนวตั้งชิดขอบภาพด้านในด้านหนึ่งการวางเลย์เอาท์ลักษณะนี้จะเกิดบริเวณพื้นที่ว่างและเน้นให้มีความสะดุดตาน่าสนใจ

2.  รูปแบบแกน  (AXIAL LAY OUT)  องค์ประกอบภาพจะมีลักษณะเป็นแกนตรงกลางในแนวตั้งโดยอาจมีแกนแนววางประกอบอยู่ด้วยได้บ้างเล็กน้อย

3.  รูปแบบตัวที  (T SHAPE LAY OUT)  เป็นการวางองค์ประกอบในลักษณะตัวทีของอักษรโรมัน  (T)  ซึ่งภาพจะมีลักษณะเป็นสมดุล

4.  รูปแบบตัวแอล  (L SHAPE LAYOUT)  เป็นการวางองค์ประกอบให้มีลักษณะเป็นรูปตัวแอล  (L)  ซึ่งจะทำให้ลักษณะภาพไม่เท่ากันจนเกินไปและเกิดความน่าสนใจให้แก่ผู้ดู

5.  รูปแบบตัว  แซด  (Z SHAPE  LAYOUT)  และ  เอส  (S SHAPE LAYOUT)  เป็นการจัดให้เส้นแกนหลักมีรูปคล้ายตัวแซด  (Z หรือตัว S)  ซึ่งจะทำให้ดูมีความเคลื่อนไหวน่าสนใจ

6.  รูปแบบตารางหรือแบบมอนเครียน  (MONDRIAN LAYOUT)  เป็นการวางองค์ประกอบในลักษณะตารางย่อย ๆ โดยมีขนาดที่แตกต่างกันในภาพ

7.  รูปแบบหน้าต่าง  (PICTURE WINDOW LAYOUT)  เป็นการจัดวางรูปภาพให้อยู่ในกรอบช่องสี่เหลี่ยมคล้ายช่องหน้าต่าง

8.  รูปแบบกรอบภาพ  (FRAME LAYOUT)  เป็นการสร้างกรอบภาพล้อมรูปภาพและข้อความภายในเพื่อบีบสายตาผู้ดูให้พุ่งเข้าไปที่กรอบภาพนั้น

9.  รูปแบบจุด  (SPOT LAYOUT)  เป็นการวางรูปภาพให้มีลักษณะเป็นจุดลอยกลางพื้นภาพและใช้ข้อความจำนวนน้อยมากเพื่อให้ภาพแลดูเด่นชัด

10.  รูปแบบเน้นรายละเอียดของข้อความมากกว่ารูปภาพ  (COPY HEAVYLAYOUT)  เป็นการวางองค์ประกอบโดยเน้นข้อความมากกว่ารูปภาพ

11.  รูปแบบเน้นตัวอักษร  (TYPE LAYOUT)  เป็นการนำตัวอักษรที่มีลักษณะและขนาดต่างกันมาจัดวางอย่างเหมาะสมตามหลักองค์ประกอบศิลป์

วิธีเสริมคุณค่าให้แก่งานออกแบบสิ่งพิมพ์โดยใช้หลักองค์ประกอบศิลป์

  1.ส่วนสัด ( proportion ) คือการกำหนดส่วนสัดของรูปแบบงานที่จะออกแบบ เพื่อเป็นแนวทางในการใส่องค์ประกอบลงไปให้เหมาะสม การกำหนดกรอบ ขอบเขต รูปแบบ
รูปเล่มหรือขนาดไว้ รูปแบบส่วนสัดมี 2 ประการคือ

 1.1 ความสัมพันธ์ในเรื่องของขนาด ระยะหรือพื้นที่ระหว่างของสองสิ่ง เช่น กว้าว –ยาว
สอดคล้องกับสัดส่วนของกระดาษมาตรฐานที่จำหน่ายทั่วไปการใช้มาตรฐานดังกล่าวเป็น
การใช้กระดาษอย่างคุ้มค่า ไม่ควรกำหนดส่วนสัดให้เป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส หรือสี่เหลี่ยมผืนผ้า
เพราะจะดูไม่น่าสนใจ


 1.2 การเปรียบเทียบระหว่างองค์ประกอบย่อย และภาพรวมขององค์ประกอบทั้งหมด
เช่น ขนาดตัวอักษรและภาพประกอบในแต่ละหน้าคือไม่ควรใช้ตัวอักษรที่มีขนาดต่างกัน
มากเกินไปในหนึ่งหน้า ยกเว้นหนังสือพิมพ์

  2. ความสมดุล ( balance ) คือการจัดวางตำแหน่งขององค์ประกอบต่างๆ
ในภาพให้มีน้ำหนักเท่ากัน น้ำหนักของภาพขึ้นอยู่กับขนาด รูปร่าง ความเข้มและสี
ความสมดุลในการจัดวางรูปแบบมี 2 ประเภท คือ 
 

  1.1 ความสมดุลแท้หรือที่องค์ประกอบทางซ้ายและขวา หรือบนและล่างมีน้ำหนักเท่ากัน  

  1.2 ความสมดุลเทียม คือความสมดุลที่องค์ประกอบทางด้านซ้ายและขวา หรือบนและ
ล่างมีน้ำหนักไม่เท่ากัน เมื่อมองรวมกันแล้วจะให้ค่าน้ำหนักของภาพเท่ากันรอบจุดกึ่งกลางของสายตา ( optical center)  โดยทั่วไปแล้วแบบที่ 1.2 จะให้ความรู้สึกมากกว่า เพราะเป็นการเปรียบเทียบและใช้รูปทรงขององค์ประกอบภาพต่างๆ มาจัดแบ่งน้ำหนักของภาพให้อยู่ในสมดุลกันการทดสอบว่าการจัดวางตำแหน่งมีความสมดุลกันหรือไม่อาจทำง่ายๆได้ด้วยการหรี่ตามองในระยะห่างหลายๆฟุต ซึ่งจะทำให้มองไม่เห็นรายละเอียดของภาพ แต่จะ มองเห็นเฉพาะส่วนประกอบใหญ่ๆ ที่มีน้ำหนักเท่านั้น ซึ่งจะทำให้พิจารณาได้ว่ามีส่วนใดใหญ่ไปเล็กไป เข้มไป หรืออ่อนไป หรือหนักไปทางด้านใดด้านหนึ่งได้ สมดุลเทียม สมดุลแทน

   สมดุลเทียม

  สมดุลเเท้

3. ความแตกต่าง ( contrast ) เป็นการเน้นส่วนใดส่วนหนึ่ง เพื่อเร้าความรู้สึกซึ่งอาจทำได้โดยการใช้ขนาด รูปร่าง สี และทิศทางที่แตกต่างไปจากองค์ประกอบอื่นๆที่อยู่โดยรอบเพื่อทำให้เกิดความเด่นขึ้น
 

3.1 การเน้นความแตกต่างโดยขนาด คือต้องการเน้นให้มีขนาดใหญ่ขึ้นกว่าปกติซึ่งมักพบในงานโปสเตอร์ ปกหนังสือ และงานโฆษณาต่างๆ
 

3.2 การเน้นความแตกต่างโดยรูปร่าง การใช้ขนาดที่แตกต่างกันเพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอ อาจต้องใช้วิธีสร้างองค์ประกอบภาพให้มีรูปร่างที่ต่างๆ กันออกไปด้วย ซึ่งอาจทำได้โดยการบัง ( crop ) ภาพบางส่วน การใช้ฮาฟโทน หรือการใส่สกรีนขนาดต่างๆ เข้าช่วยในการทำตัวอักษรหรือภาพได้ การเน้นความแตกต่างโดยรูปร่าง
การเน้นความแตกต่างโดยการใช้ความแก่– อ่อนของสีภาพ การเน้นความแตกต่างด้วยทิศทาง
 

3.3 การเน้นความแตกต่างโดยการใช้ความแก่ – อ่อนของสีภาพ อาจจะทำให้สวยงามน่าสนใจมากขึ้นหากกำหนดให้แต่ละส่วนมีความเข้มแก่ – อ่อน ไม่เท่ากัน จะช่วยให้เห็นความลึกความชัดของภาพได้ดีขึ้นเพื่อเพิ่มความน่าสนใจให้สิ่งพิมพ์ และเร้าความรู้สึกของผู้ดูได้โดยการใช้สีตัดกัน การใช้ตัวอักษรเว้นขาวในพื้นทึบ หรือการใช้เนื้อที่ว่างแทรกระหว่างหน้าที่มี เนื้อความมากๆ เป็นต้น
 

3.4 การเน้นความแตกต่างด้วยทิศทาง การใช้ทิศทางในการชี้แนะผู้อ่านให้ติดตามข้อความที่ต้องการสื่อความหมายไปตามลำดับ เช่นข้อความพาดหัวทางด้านบนภาพจะไปสิ้นสุดข้อความด้านขวามือ และจะถูกชักนำมาสู่ข้อความข้างล่างโดยเส้นทแยงมุมและเมื่อจบข้อความสุดท้ายแล้วจึงจะถึงข้อความปิดท้าย ส่วนกรอบสี่เหลี่ยม จะทำหน้าที่เป็นกรอบที่กำหนดทิศทางให้องค์ประกอบภาพว่าจะอยู่ในแนวตั้งหรือแนวนอน
   

4. ลีลา ( rhythm ) 
    

4.1 โดยกำหนดให้มีองค์ประกอบที่มีรูปแบบเดียวกันเรียงซ้ำกัน ความแตกต่างกันในรูปแบบที่วางมีไม่มากนักเพื่อทำให้ผู้อ่านไม่สับสนเพราะมีรูปแบบคล้ายคลึงกันและทำให้การดูเป็นไปอย่างต่อเนื่องยิ่งขึ้น

4.2 โดยการใช้เส้นเป็นเครื่องบ่งชี้ถึงลีลาของภาพ เป็นการใช้เส้นหรือส่วนประกอบของรูปแบบ ช่วยนำสายตาผู้อ่านหรือผู้ดูไปสู่จุดสำคัญที่ต้องการสื่อความ ช่วยให้ส่วนประกอบต่างๆ แลดูคล้ายมีการเคลื่อนไหวจากส่วนประกอบหนึ่งไปอีกส่วนประกอบหนึ่งทำให้ภาพดูไม่ “นิ่ง”เกินไปช่วยป้องกันความสับสนจากการดูสิ่งพิมพ์ด้วย วิธีการหนึ่งที่ช่วยให้สิ่งพิมพ์ดูมีลีลาโดยการใช้ลูกศรหรือเส้น ซึ่งอาจเป็นเส้นตรง เส้นโค้ง หรือ
เส้นในลักษณะอื่นที่นำไปสู่จุดสนใจได้
   

5. ความมีเอกภาพ ( unity ) เป็นการจัดวางองค์ประกอบทั้งหมดของรูปแบบตั้งแต่ข้อความ ภาพ สัญลักษณ์ และอื่นๆ ให้มีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน สามารถสะท้อนเรื่องราวเป็นหนึ่งเดียว ทำให้เกิดผลต่อผู้อ่านหรือผู้ดูไปในทางเดียวกัน โดยสอดคล้องกับความต้องการและวัตถุประสงค์ของเจ้าของงานและผู้ออกแบบ การจัดองค์ประกอบให้มีเอกภาพทำได้โดยการใช้จำนวนแบบตัวพิมพ์หรือแบบตัวอักษรที่ไม่มากเกินไปในหนึ่งหน้า เพื่อไม่ให้เกิดความหลากหลายหรือทำให้ส่วนประกอบต่างๆของรูปแบบแยกออกจากกันมากเกินไป


    6. การจัดวางรูปร่าง ( lay-out shape ) การจัดวางองค์ประกอบของภาพให้เป็นบล็อกสี่เหลี่ยมหรือเป็นรูปทรงใดรูปทรงหนึ่งที่ชัดเจนจนเกินไปจะทำให้เป็นที่น่าสนใจน้อยกว่าการจัดให้อยู่ในรูปแบบที่ไม่แน่นอน แต่รูปแบบที่ไม่มีขอบเขตแน่นอนนั้น จะต้องมี 1 จุดที่สัมผัสกับกรอบของภาพแต่ละด้าน( 4 ด้าน ) เพื่อให้อยู่ในขนาดและขอบเขตที่เป็นไปตามข้อกำหนดของแผ่นภาพนั้น
                

7 . การใช้รูปแบบที่ซ้ำกัน เป็นการจัดวางส่วนประกอบต่างๆ ของรูปแบบให้ดูเป็นกลุ่มก้อนโดยใช้รูปแบบที่คล้ายคลึงกัน หรือเหมือนกันวางรวมกัน เพื่อเพิ่มความแปลกและความน่าสนใจ และยังเป็นการเน้นข้อความหรือจุดสำคัญที่ต้องการสื่อความด้วย
                

8 . การใช้กรอบหรือภาพพื้นที่เป็นลวดลาย เป็นการสร้างอารมณ์ให้กับภาพข้อความ และรูปแบบสิ่งพิมพ์ โดยใช้การตกแต่งกรอบหรือวาดลวดลายเป็นกรอบล้อมรอบภาพและข้อความ หรือว่าอาจใช้พื้นที่มีลวดลาย หรือใช้กระดาษที่มีลายในตัว การเลือกใช้คำนึงถึงการใช้ลวดลายที่กลมกลืนกับแบบตัวพิมพ์หรือแบบตัวอักษรและภาพที่อยู่ภายใน และต้องเข้ากับความหมายและลักษณะของเนื้อหาด้วย
                 

9. การผสมกลมกลืน ( harmony ) การออกแบบจะต้องจัดให้องค์ประกอบของภาพให้มีความผสมกลมกลืนและได้ผลตามความต้องการหลัก 2 ประการ
       - รูปแบบที่ออกมาจะต้องสะดุดตาผู้ชม
       - ภาพรวมทั้งหมดจะต้องสื่อความหมายหรือให้ผลในการมองเป็นสิ่งเดียวกันความผสมกลมกลืนจะจัดการได้ในเรื่อง สี รูปทรงขององค์ประกอบต่างๆและแบบตัวอักษร
                 

10. เน้นจุดแห่งความสนใจ ( Center of interest ) ควรจะต้องมีจุดหรือบริเวณหนึ่งซี่งมีลักษณะเด่น น่าสนใจเป็นพิเศษกว่าบริเวณอื่นเพื่อดึงดูดสายตาของผู้ดู ตำแหน่งจุดแห่งความสนใจนั้น อาจอยู่ในบริเวณ optical center

4.  การตกแต่งต้นฉบับที่สมบูรณ์  (ART WORK)  มักจะเรียกกันโดยทั่วไปว่างาน  “ARTWORK”  นับว่าเป็นขั้นตอนสุดท้ายของการออกแบบสิ่งพิมพ์โดยใช้วัสดุจริงจากรูปแบบที่ได้กำหนด  ไว้ในขั้นตอนการทำ  LAYOUT  ลงบนกระดาษต้นฉบับ  ซึ่งนิยมใช้กระดาษกราฟสีเขียวขนาดเท่ากับชิ้นภาพที่จะพิมพ์จริง  เหตุผลที่นักออกแบบนิยมใช้กระดาษชนิดนี้เนื่องจากเส้นกราฟจะช่วยให้สะดวกต่อการปะติดตัวอักษรและภาพประกอบให้ได้ระดับและเป็นมุมฉาก  เมื่อนำต้นฉบับไปถ่ายฟิล์มเส้นกราฟนี้จะไม่ติดบนแผ่นฟิล์มด้วย
          งาน  ART WORK  เป็นงานที่เกี่ยวกับตัวอักษรในงานพิมพ์ตัวอักษรประดิษฐ์เครื่องหมายและสัญลักษณ์  ภาพประกอบแผนภูมิ  แผนสถิติและแผนภาพ  การจัดองค์ประกอบศิลป์และทฤษฎีสี  ดังนั้นผู้ที่ทำงาน  ART WORK  จึงต้องศึกษาหาความรู้จากสิ่งต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

          1.ตัวอักษรในงานพิมพ์

                                ตัวพิมพ์แบบหนึ่ง ๆ อาจแตกแขนงไปได้หลาย ๆ แบบ  มากบ้างน้อยบ้างแล้วแต่ลักษณะของแบบตัวพิมพ์นั้น ๆ ในการนำหัวพิมพ์หรือตัวอักษรมาตกแต่งต้นฉบับเพื่อให้เกิดแระสิทธิผลตามวัตถุประสงค์  ผู้ออกแบบจะต้องพิจารณาถึงองค์ประกอบในการออกแบบตัวอักษร  ประการนี้

                                     1.1  ขนาดของตัวอักษร  (TYPESIZE)

                                             หมายถึงสัดส่วนตามโครงสร้างของตัวอักษรได้แก่ความสูงและความกว้างของตัวอักษร

ขนาดความสูงของตัวอักษรในกลุ่มประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษจะนิยมใช้ระบบพอยท์  (POINTSIZE)  โดยสามารถเปรียบเทียบกับมาตราวัดเป็นนิ้วและเซนติเมตรได้ดังนี้                              

       72  พอยท์  เท่ากับ  นิ้ว  หรือ  2.543  เซนติเมตร

                                12  พอยท์  เท่ากับ  ไพกา  หรือ  .423  เซนติเมตร

                                6  ไพกา  เท่ากับ  นิ้ว  หรือ  2.543  เซนติเมตร

สำหรับความกว้างของตัวอักษรนิยมใช้หน่วยเป็นไพกา  (PICA)  ตัวอย่างเช่น  ตัวอักษรสูง  36  พอยท์  กว้าง  2     ไพกา  ตัวอักษรนี้จะสูงเท่ากับ  36/72  นิ้ว  หรือเท่ากับ  1/2  นิ้ว  และกว้างเท่ากับ  24/72 นิ้ว  หรือเท่ากับ  1/3  นิ้ว

การกำหนดขนาดของอักษรในสิ่งพิมพ์มีข้อพิจารณาดังนี้

                                -  หนังสือสำหรับอนุบาลหรือต่ำกว่าประถมศึกษาควรมรขนาด  30  พอยท์  ขึ้นไป

                                -  ชั้น  . 1 – . 2  ใช้อักษร  24 – 32  พอยท์  โดยประมาณ

                                -  ชั้น  . 3 – . 4  ใช้อักษร  18 – 24  พอยท์  โดยประมาณ

                                -  ชั้น  . 5 – . 6  ใช้อักษร  16 – 18  พอทย์  โดยประมาณ

                                -  มัธยมศึกษาปีที่  1 – 6  ใช้อักษร  16  พอทย์ 

                                -  หนังสือตำราทางวิชาการสาขาต่าง ๆ ใช้อักษร  14 – 16  พอยท์

         1.2 การจัดระยะของตัวอักษร  (TYPESPACING)

การจัดระยะหรือการจัดช่องไฟของตัวอักษรมี  ลักษณะ  ได้แก่

        การจัดระยะระหว่างตัวอักษรแต่ละตัวเป็นการวางตัวอักษรแต่ละตัวเพื่อรวมเป็นคำได้อย่างเหมาะสมไม่ถี่หรือห่างจนเกินไป  ในการจัดระยะตัวอักษรนั้น  ไม่นิยมใช้การจัดโดยเครื่องมือเพราะระยะห่างของตัวอักษรบางตัวไม่ได้มีลักษณะเป็นแท่งเหลี่ยมแต่จะมีช่องว่างในส่วนล่างหรือส่วนบนเช่น  ตัว                ฯลฯ  ซึ่งจะทำให้ระยะระหว่างตัวอักษรดูห่างเกินไป

                                     ดังนั้นผู้ออกแบบจึงควรจัดระยะระหว่างตัวอักษรโดยใช้สายตาซึ่งทำให้สามารถยืดหยุ่นระยะระหว่างตัวอักษรที่มีหัวได้ระยะที่เหมาะสมยิ่งขึ้น

                                     ตัวอักษรภาษาไทยจำแนกขนาดความกว้างของตัวอักษรได้  กลุ่ม

                                      -  กลุ่มที่มีความกว้างปกติ  เช่น  ก บ      เป็นต้น

                                     -  กลุ่มที่มีความกว้างมากกว่าปกติ  (ประมาณ  11/2  ของตัวปกติเช่น          เป็นต้น

                                     -  กลุ่มที่มีความกว้างน้อยกว่าปกติ  (ประมาณ  1/2  ของตัวอักษรปกติเช่น          เป็นต้น

                                สำหรับตัวอักษรภาษาอังกฤษก็จะพบปัญหาในลักษณะเดียวกันดังนั้นวิธีที่ดีที่สุดจึงควรใช้การจัดโดยสายตามากกว่าการจัดด้วยเครื่องมือ

                                การจัดระยะระหว่างประโยคต่อประโยคควรจัดห่างเท่ากับความกว้างของตัวอักษร  ตัว

 1.3  รูปแบบของตัวอักษร  (TYPESTYLE)

                                ตัวอักษรแต่ละแบบย่อมมีลักษณะโครงสร้างเฉพาะของตัวและมีอิทธิพลต่อการรักรู้ของผู้ดูในลักษณะที่แตกต่างกัน  ผู้ออกแบบจำเป็นต้องศึกษาลักษณะของรูปแบบและเลือกนำมาใช้ให้เหมาะกับงานออกแบบ

รูปแบบของตัวอักษรไทยแบ่งออกได้เป็น  รูปแบบได้แก่

                                1.  แบบตัวมาตรฐานหรือตัวพิมพ์  ตัวอักษรที่มี่เส้นเท่ากัน  ตัวอักษรแบบฝรั่งเศส  ตัวแซ  หรือตัวหัวบอด  ตัวเขียน

                                2.  แบบตัวประดิษฐ์เป็นตัวอักษรที่ผู้ออกแบบสร้างสรรค์ขึ้นเฉพาะข้อความสั้น ๆ เช่น  หัวเรื่อง  มีลักษณะงดงามและสอดคล้องกับเรื่องราวที่ต้องการนำเสนอ  โดยมีทั้งตัวประดิษฐ์แบบเส้นหนา  และ  แบบเส้นบาง

    รูปแบบของตัวอักษรภาษาอังกฤษ  แบ่งออกได้เป็น  รูปแบบได้แก่

1.  แบบโรมัน  (Roman)  หรือแบบมีเชิง

2.  แบบโกธิค  (Gothic)  หรือแบบไม่มีเชิง

3.  แบบตัวเขียน  (Script)  เขียนแบบอิสระด้วยปากกา